Kanphong's profileขอจงทรงพระเจริญPhotosBlogLists Tools Help

Kanphong Ketjariyanon

Occupation
Location
Interests
Control myself to get something good

ขอจงทรงพระเจริญ

17 February

กรรม 12 อย่าง (นำมาฝากไว้ก่อน 1 ครับ)

 

กรรมที่ทำเป็นประจำ (อาจิณณกรรม)

กรรมที่กระทำบ่อยๆ หรือกระทำเป็นประจำเรียกว่า อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และแม้แต่การกระทำซึ่งถึงแม้จะกระทำเพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นกินใจหรือประทับใจอย่างรุนแรง จึงทำให้ต้องนึกถึงอยู่บ่อยๆ และเมื่อนึกถึงก็ประหนึ่งเหมือนพึ่งกระทำลงไป อย่างนี้ก็เป็น อาจิณณกรรม เหมือนกัน
คนมีใจบาปหยาบช้า กระทำความไม่ดีต่างๆ ด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง แล้วตั้งหน้าตั้งตากระทำความไม่ดีนั้นอยู่เสมอ เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นประจำ ทำร้ายและเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เป็นประจำ พูดโกหกพกลม ด่าว่า พูดให้ร้ายผู้อื่นอยู่เป็นประจำ คิดพยาบาท อิจฉาริษยา โลภมากอยู่เป็นประจำ ทำให้กลายเป็นคนสันดานเสีย พอกพูนความไม่ดีไว้มากมาย วันไหนถ้าไม่ได้กระทำกรรมอันชั่วช้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจ กรรมชั่วที่พอกพูนไว้เสมอเหล่านี้ เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายชั่ว
หรือผู้ที่กระทำความชั่วร้ายแรง โดยเมื่อแรกคิดว่าจะทำก็ทำด้วยความโกรธอย่างรุนแรง แล้วทำร้ายฆ่าฟันด้วยกำลังความแค้น กำลังความโกรธ และขนาดกระทำจนสมใจแล้วก็ยังไม่สิ้นโกรธสิ้นแค้น เวลาเลยไปนานแสนนานเพียงใรก็ยังไม่หายแค้น คิดขึ้นมาเมื่อไรก็ให้แค้นเมื่อนั้น ไม่หายโกรธ ไม่หายแค้น แล้วจิตก็มักคิดย้อนถึงการกระทำนี้อยู่บ่อยๆ ด้วยความคลั่งแค้นใจ นับว่าเป็นสิ่งกินใจที่ทำให้ขัดแค้นไม่รู้หมดรู้สิ้น
อย่างที่เป็นข่าวโด่งดังในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่เยอะแยะ อย่างเช่นผู้ที่ชอบ กระแนะกระแหน ด่าว่าผู้อื่น ไม่มีใครดีในสายตาท่าน ยกเว้นตัวท่าน และคนที่เห็นด้วยกับท่าน
คนที่มีใจเป็นบุญกุศล มักชอบทำความดี ทั้งกาย วาจา และใจ ชอบทำบุญสุนทาน ใส่บาตรพระทุกวัน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อรับศีล 5 แล้วก็ตั้งใจรักษาศีลไว้ไม่ให้ขาดหรือด่างพร้อย วันพระวันโกนก็ตั้งใจรับศีล 8 แล้วก็รักษาให้บริสุทธิ์ด้วยดี เมื่อเป็นชี เป็นพระสงฆ์ เป็นสามเณรก็พยายามรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอไม่ให้ขาด อีกทั้งหมั่นประกอบการกุศลในการเจริญภาวนาฝึกสมาธิ และเจริญวิปัสสนา บำเพ็ญปฏิบัติไปตามความสามารถแห่งตน ตั้งหน้า ตั้งตาสร้างกุศลผลบุญอยู่เนืองนิตย์ ไม่ว่างเว้น
กรรมดีที่พยายามสร้างพอกพูนไว้ในสันดานของตนอยู่เรื่อยๆ เหล่านี้เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายดี หรือกรรมที่ทำเป็นประจำฝ่ายดี
สำหรับผู้ที่กระทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วอยู่เป็นประจำ หรือเป็นคนดีแต่เคยทำชั่วไว้อย่างหนึ่งจนไม่อาจลืมได้ เป็นสิ่งที่ฝังใจอยู่ตลอดเวลา คิดขึ้นมาก็เศร้าหมองใจทุกครั้งไป หรือเป็นคนชั่วแต่ก็เคยได้ทำบุญกุศลด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า ประทับใจมิรู้ลืม เมื่อจะไปเกิดใหม่ก็ขึ้นอยู่กับ แรงของอาจิณณกรรมของทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วขณะใกล้ตาย จะชักนำไปทางไหน
ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดี มีกำลังแรงกล้ามากกว่า ก็จะไปสุคติ
ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่ว มีกำลังแรงกว่า ก็จะไปทุคติ
ยกตัวอย่างเช่น พระราชาที่ต้องรบทัพจับศึก ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทรัพย์สินและผู้คนก็ปล้นชิง ทำให้เกิดความลำบากความทุกข์แก่ฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้ามมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงใฝ่ใจการกุศล ทำนุบำรุงช่วยเหลือประชาชน สมณะชีพราหมณ์อยู่เป็นประจำ
หรือพระราชินีที่เป็นผู้มีเมตตา ทำบุญทำกุศลอยู่เสมอ แต่ต้องส่งเสริมอาชีพให้ชาวประชาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งทำให้ชีวิตของตัวไหมต้องสูญสิ้นไป
อย่างนี้ก็ต้องแล้วแต่ว่า อาจิณณกรรมฝ่ายไหนจะแรงกว่ากัน ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดีมีพลังอำนาจแรงกว่า ก็ได้ไปสุคติ แต่ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่วมีพลังแรงกว่าก็ได้ไปสู่ทุคติ

กรรม 12 อย่าง (นำมาฝากไว้ก่อน 1 ครับ)

 

กรรมที่ทำเป็นประจำ (อาจิณณกรรม)

กรรมที่กระทำบ่อยๆ หรือกระทำเป็นประจำเรียกว่า อาจิณณกรรม หรือพหุลกรรม ซึ่งมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว และแม้แต่การกระทำซึ่งถึงแม้จะกระทำเพียงครั้งเดียว แต่การกระทำนั้นกินใจหรือประทับใจอย่างรุนแรง จึงทำให้ต้องนึกถึงอยู่บ่อยๆ และเมื่อนึกถึงก็ประหนึ่งเหมือนพึ่งกระทำลงไป อย่างนี้ก็เป็น อาจิณณกรรม เหมือนกัน
คนมีใจบาปหยาบช้า กระทำความไม่ดีต่างๆ ด้วยกายบ้าง วาจาบ้าง ด้วยใจบ้าง แล้วตั้งหน้าตั้งตากระทำความไม่ดีนั้นอยู่เสมอ เช่น ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่เป็นประจำ ทำร้ายและเบียดเบียนผู้อื่นอยู่เป็นประจำ พูดโกหกพกลม ด่าว่า พูดให้ร้ายผู้อื่นอยู่เป็นประจำ คิดพยาบาท อิจฉาริษยา โลภมากอยู่เป็นประจำ ทำให้กลายเป็นคนสันดานเสีย พอกพูนความไม่ดีไว้มากมาย วันไหนถ้าไม่ได้กระทำกรรมอันชั่วช้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจ กรรมชั่วที่พอกพูนไว้เสมอเหล่านี้ เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายชั่ว
หรือผู้ที่กระทำความชั่วร้ายแรง โดยเมื่อแรกคิดว่าจะทำก็ทำด้วยความโกรธอย่างรุนแรง แล้วทำร้ายฆ่าฟันด้วยกำลังความแค้น กำลังความโกรธ และขนาดกระทำจนสมใจแล้วก็ยังไม่สิ้นโกรธสิ้นแค้น เวลาเลยไปนานแสนนานเพียงใรก็ยังไม่หายแค้น คิดขึ้นมาเมื่อไรก็ให้แค้นเมื่อนั้น ไม่หายโกรธ ไม่หายแค้น แล้วจิตก็มักคิดย้อนถึงการกระทำนี้อยู่บ่อยๆ ด้วยความคลั่งแค้นใจ นับว่าเป็นสิ่งกินใจที่ทำให้ขัดแค้นไม่รู้หมดรู้สิ้น
อย่างที่เป็นข่าวโด่งดังในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่เยอะแยะ อย่างเช่นผู้ที่ชอบ กระแนะกระแหน ด่าว่าผู้อื่น ไม่มีใครดีในสายตาท่าน ยกเว้นตัวท่าน และคนที่เห็นด้วยกับท่าน
คนที่มีใจเป็นบุญกุศล มักชอบทำความดี ทั้งกาย วาจา และใจ ชอบทำบุญสุนทาน ใส่บาตรพระทุกวัน ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อรับศีล 5 แล้วก็ตั้งใจรักษาศีลไว้ไม่ให้ขาดหรือด่างพร้อย วันพระวันโกนก็ตั้งใจรับศีล 8 แล้วก็รักษาให้บริสุทธิ์ด้วยดี เมื่อเป็นชี เป็นพระสงฆ์ เป็นสามเณรก็พยายามรักษาศีลของตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอไม่ให้ขาด อีกทั้งหมั่นประกอบการกุศลในการเจริญภาวนาฝึกสมาธิ และเจริญวิปัสสนา บำเพ็ญปฏิบัติไปตามความสามารถแห่งตน ตั้งหน้า ตั้งตาสร้างกุศลผลบุญอยู่เนืองนิตย์ ไม่ว่างเว้น
กรรมดีที่พยายามสร้างพอกพูนไว้ในสันดานของตนอยู่เรื่อยๆ เหล่านี้เรียกว่า อาจิณณกรรมฝ่ายดี หรือกรรมที่ทำเป็นประจำฝ่ายดี
สำหรับผู้ที่กระทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่วอยู่เป็นประจำ หรือเป็นคนดีแต่เคยทำชั่วไว้อย่างหนึ่งจนไม่อาจลืมได้ เป็นสิ่งที่ฝังใจอยู่ตลอดเวลา คิดขึ้นมาก็เศร้าหมองใจทุกครั้งไป หรือเป็นคนชั่วแต่ก็เคยได้ทำบุญกุศลด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้า ประทับใจมิรู้ลืม เมื่อจะไปเกิดใหม่ก็ขึ้นอยู่กับ แรงของอาจิณณกรรมของทั้งฝ่ายดี และฝ่ายชั่วขณะใกล้ตาย จะชักนำไปทางไหน
ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดี มีกำลังแรงกล้ามากกว่า ก็จะไปสุคติ
ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่ว มีกำลังแรงกว่า ก็จะไปทุคติ
ยกตัวอย่างเช่น พระราชาที่ต้องรบทัพจับศึก ทำให้ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งทรัพย์สินและผู้คนก็ปล้นชิง ทำให้เกิดความลำบากความทุกข์แก่ฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้ามมากมาย แต่ขณะเดียวกันก็ทรงใฝ่ใจการกุศล ทำนุบำรุงช่วยเหลือประชาชน สมณะชีพราหมณ์อยู่เป็นประจำ
หรือพระราชินีที่เป็นผู้มีเมตตา ทำบุญทำกุศลอยู่เสมอ แต่ต้องส่งเสริมอาชีพให้ชาวประชาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งทำให้ชีวิตของตัวไหมต้องสูญสิ้นไป
อย่างนี้ก็ต้องแล้วแต่ว่า อาจิณณกรรมฝ่ายไหนจะแรงกว่ากัน ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายดีมีพลังอำนาจแรงกว่า ก็ได้ไปสุคติ แต่ถ้าอาจิณณกรรมฝ่ายชั่วมีพลังแรงกว่าก็ได้ไปสู่ทุคติ
28 September

อ่านให้จบนะ ขอร้อง 555+

     " ดูก่อนท่านทั้งหลาย ท่านที่มาประชุมทั้งหมด จะเป็น เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี ขอทุกท่าน จงอย่าลืมความตาย นั่นหมายถึงว่า การจุติ ลืมความเป็นทิพย์เสีย อย่าเพลิดเพลินเกินไป อย่ามีความสุขเกินไป และมันจะทุกข์ทีหลัง จงดูภาพมนุษย์ว่า มนุษย์เมืองไหนบ้างที่น่าเกิด ดินแดนไหนที่มีความสุขไม่มีการงาน เราจะมองไม่เห็นความสุขของมนุษย์ เมืองมนุษย์มีแต่ความทุกข์ ต้องประกอบกิจการงานทุกอย่าง ต้องกระทบกระทั่งกับอารมณ์ มีความปรารถนาไม่ค่อยจะสมหวังทุกอย่าง ต้องใช้แรงงาน
     แต่ว่ามาเป็นเทวดา มาเป็นนางฟ้า ทุกอย่างหมดสิ้น นั่นหมายความ ไม่ต้องทำอะไรทั้งหมด ร่างกายอิ่มเป็นปกติ ร่างกายเยือกเย็นอบอุ่นไม่ต้องห่มผ้าและมีความปรารถนาสมหวัง ก็หมายความถ้าจะไปทางไหน ก็สามารถลอยไปถึงที่นั่นได้ทันทีทันใด ความป่วยไม่มี ความแก่ไม่มี ร่างกายไม่มีการเปลี่ยนแปลง ความเป็นทิพย์อย่างนี้ท่านทั้ง หลายจงอย่ามัวเมา จงอย่ามีความเข้าใจผิดว่า เราจะอยู่ที่นี่ตลอดกาล ตลอดสมัย
     ทั้งนี้เพราะอะไรเพราะอายุเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี มีอายุจำกัดตามบุญวาสนาบารมี ถ้าหมดบุญวาสนาบารมีก็ต้อง จุติ คือ ตาย แต่ว่าท่านทั้งหลาย จงอย่าลืมว่า เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมทั้งหมด ที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด แม้แต่จะเป็นพระอริยเจ้าที่ท่านเป็นพระอริยเจ้าก็มาก จงอย่าลืมว่าทุกท่านยังมีบาปติดตัวอยู่ และการสะสมบาปมาเป็นชาติๆ ยังมีมากมาย "
(พอพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ บรรดาท่านทั้งหลาย อาตมาก็ใช้กำลังใจ ดูร่างกายเทวดา นางฟ้ากับพรหม เห็นเงาบาปอยู่ในหนามาก เป็นอันว่า ทุกองค์ ต่างองค์ ต่างมีบาป แต่ก็มา เป็นเทวดา เป็นนางฟ้า เป็นพรหมได้ แล้วก็ดูตัวเอง เวลานั้น ร่างกายของตัวเอง ก็เป็นทิพย์ บาปมันก็ท่วมท้นเหมือนกัน ต่อไปองค์สมเด็จพระภควันต์ทรงตรัสว่า)
     " ภิกขุเว..ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย (เวลานั้นมีพระมาด้วยหลายองค์) และท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ทั้งหมด จงอย่าลืมว่า ทุกท่าน มีบาป ติดตัวมามากมาย อาศัยบุญเล็กน้อย ก่อนจะตาย จิตใจนึกถึงบุญก่อน จึงได้มาเกิด บนสวรรค์บ้าง มาเกิดบนพรหมบ้าง ถ้าหากว่า ท่านจุติเมื่อไร โน่น..นรก (ท่านชี้มือลงเห็นนรกไฟสว่างจ้า แดงฉานไปหมด)
     ท่านทั้งหลาย จะต้องพุ่งหลาว ลงนรก เพราะใช้กฎของกรรมคือบาป ชำระหนี้บาป กว่าจะมาเกิดเป็นคนก็นานหนักหนา และมาเป็นคนแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะ ได้กลับมาเป็นเทวดา นางฟ้า หรือพรหมใหม่ ทั้งนี้เพราะอะไร ก็เพราะว่า เป็นคนอาจจะทำบาปใหม่ อาจลงนรกไปใหม่ก็ ได้ฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายมาถึงที่นี่ มาอยู่สวรรค์ก็ดีพรหมก็ดี เป็นทางครึ่งหนึ่งของนิพพาน ระหว่างมนุษย์กับนิพพานเป็น อันว่า ท่านทั้งหลายได้ครึ่งทาง การมาได้ครึ่งทางของท่าน ท่านทั้งหลายจงดูนั่น นิพพาน "
     (ท่านยกมือชี้ขึ้น ให้ดูพระนิพพาน เวลานั้นเทวดา นางฟ้า กับพรหมทั้งหมด อาตมาก็เหมือนกันเห็นพระนิพพาน ไสวสว่างจ้า มีวิมานสีเดียวกันคือ สีแก้ว แพรวพราว เป็นระยับ เป็นแก้วสีขาว พระอรหันต์ทั้งหลาย ที่อยู่ที่นั่น มีความสุขขนาดไหนมี ความเข้าใจหมด รู้หมดเห็นหมดแล้วองค์สมเด็จพระบรมสุคต ก็ทรงกลับมาพูดกับเทวดากับนางฟ้าใหม่ว่า)
     " ท่านทั้งหลายจงหวังตั้งใจคิดว่า ถ้าการจุติมีคราวนี้ถ้าบุญวาสนาบารมี ของเรานี้ สิ้นสุดลงเราจะไม่ไปเกิดเป็นมนุษย์เรา จะไม่เกิดเป็นเทวดา เราจะไม่เกิดเป็นนางฟ้า เราจะไม่ไปเกิดเป็นพรหม เราต้องการไปพระนิพพานจุดเดียว และ การไป นิพพานนี่ ท่านทั้งหลายต้องยึด อารมณ์พระนิพพาน เป็นสำคัญ สำหรับพรหมก็ดี เทวดานางฟ้าเก่าๆ ก็ดี อาตมาไม่หนักใจ ทั้งนี้เพราะมีความเข้าใจแล้ว ก็แสดงว่า พรหม เทวดา นางฟ้าเก่าๆ เป็นพระอริยเจ้ามาก ที่มีความเป็นห่วง ก็เป็นห่วง เทวดา นางฟ้าใหม่ๆ ที่มาเกิดใหม่ๆ จะหลงความเป็นทิพย์ นั่นหมายความจะมีความเพลิดเพลิน ในความเป็นทิพย์ ยังมี ความรู้สึกว่าเราจะเกิดอยู่ที่นี่ตลอดไป จะไม่มีการจุติ จะไม่มีการเคลื่อนอันนี้เป็นความเห็นที่ผิด
     จงคิดตามนี้ เพื่อพระนิพพาน นั่นคือ จงมีความรู้สึกว่า เราจะต้องจุติวันนี้ ไว้เสมอ และอาการของชีวิตนี่ เป็นของที่ไม่แน่นอน เราจะ ตายเมื่อไหร่ก็ ได้ ความตายเป็นของเที่ยง ความเป็นอยู่ เป็นของไม่เที่ยง
    เมื่อคิดอย่างนี้แล้วทุกท่านจงอย่าประมาท จงใช้ปัญญาพิจารณาความดี ของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ว่าท่าน ทั้งหลายควรจะเคารพไหม ถ้าจิตใจของท่าน มีความศรัทธา มีความเคารพ ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์ ก็เป็นอาการ ขั้นที่สอง ที่ท่านจะไปนิพพานได้ หลังจากนั้น ขอท่านทั้งหลาย จงทรงศีลให้บริสุทธิ์ จะเป็น ศีล 5 ก็ตาม ศีล 8 ก็ตาม กรรมบถ ศีล 10 ก็ตาม ศีล 227 ก็ตาม
(พอท่านพูดถึงศีล 227 ก็คิดในใจว่า เทวดาจะไปบวช ที่ไหนองค์สมเด็จพระจอมไตรก็หันหน้ามาตรัสว่า)
     " ฤาษี.. เทวดา เขาไม่ต้องบวช อย่างเทวดา ชั้นยามาก็ดี ชั้นดุสิตก็ดี อย่างนี้ เขามีศีลครบถ้วน บริบูรณ์ทั้ง 227 เหมือนกับ ความเป็นพระ พรหมก็ตามก็เช่นเดียวกัน ทุกท่านอยู่ด้วย ธรรมปีติ ทุกท่านอยู่ด้วยความสุขเขาไม่อาบัติ สิ่งที่จะเป็นอาบัติไม่มี สิ่งที่จะเป็นบาปไม่มี "
(แล้วท่านก็กลับ หันหน้าไปหาเทวดา นางฟ้า กับพรหมว่า)
   " ขอทุกท่านจงอย่าลืมคิดว่า เราจะเป็นผู้มีศีล ให้ตั้งเฉพาะศีล 5 ก็ดี ศีล 8 ก็ได้ ศีล 10 ก็ได้ กรรมบถ 10 ก็ได้ ศีล 227 ก็ ได้ตั้งใจไว้ว่า เราจะไม่ละเมิดศีล หลังจากนั้นจึงมีจิตใช้ปัญญาคิดว่า การเกิดเป็นเทวดาก็ดีเป็นนางฟ้าก็ดีมีสภาพไม่เที่ยง จะต้องมีการจุติเป็นวาระสุดท้ายในเมื่อการจุติเกิดขึ้น อารมณ์จะทุกข์ จงคิดไว้เสมอว่า เราจะต้องจุติ ในเมื่อเราจะต้องจุติ เราจะไม่ยอมลงอบายภูมิ เราจะไม่เกิดเป็นมนุษย์
     ท่านทั้งหลายจงดูภาพของมนุษย์ (แล้วพระองค์ก็ชี้มาที่เมืองมนุษย์) มนุษย์เต็มไปด้วยความวุ่นวายมนุษย์เต็มไปด้วยความ โสโครก มนุษย์เต็มไปด้วยความทุกข์ มนุษย์เต็มไปด้วย การงานต่างๆ มนุษย์ มีความหิว มีความกระหาย มีความอยาก มีความต้องการไม่สิ้นสุด สิ่งทั้งหลายที่ก่อสร้างขึ้นมาแล้วจะเป็นทรัพย์สินยังไงก็ตามในเมื่อเราตายจากความเป็นมนุษย์เรา ก็หมดสิทธิ์ อย่างบางท่านเป็น พระมหากษัตริย์ อยู่ในพระราชฐานดีๆ สร้างไว้เป็นเป็นที่หวงแหนคนภายนอกเข้าไม่ได้เข้า ได้แต่คนภายใน แต่ว่าท่านทั้งหลาย เมื่อตายมาแล้ว กลับไปเกิดเป็นคน หากว่า ท่านไม่ได้เกิดในตระกูลกษัตริย์ ตามเดิม ท่านเป็นประชาชนคนภายนอก ท่านจะไม่มีสิทธิ์ เข้าเขตนั้นเลย ทั้งๆ ที่เป็นของที่ท่าน สร้างเอาไว้ ท่านทำเอาไว้ทุกอย่าง แล้วท่านจะไม่มีสิทธิ นี่ความไม่แน่นอนของความเป็นมนุษย์ มันเป็นทุกข์อย่างนี้ ถ้าเกิดเป็นคนก็ต้องหยุด ต้องเดินไปเดิน มาทำกิจการงานทั้งวัน เพื่อผลประโยชน์หน่อยเดียว คือ เงิน ถ้าไม่มีเงินก็ไม่สามารถจะมีชีวิตทรงตัวอยู่ได้ เพราะมีความ จำเป็นต้องหาเงิน (ในเมื่อท่านตรัสอย่างนี้แล้วก็บอกว่า)
     จงอย่าคิดเป็น มนุษย์ต่อไป ตัดความเป็นมนุษย์เสียเลิกความหมาย ความเป็นมนุษย์ เห็นว่าโลกมนุษย์ เป็นทุกข์ มนุษย์มี สภาพไม่เที่ยง ไม่มีการทรงตัว มีความเกิดขึ้นและมีความเปลี่ยนแปลง มีความแก่ มีความป่วย ในการพลัดพรากจากของ รักของชอบใจ มีความตายในที่สุด และจงอย่าอยากเป็นเทวดาอยาก เป็นนางฟ้า เป็นพรหมต่อไป เพราะเทวดา นางฟ้ากับ พรหม ก็มีสภาพไม่เที่ยงเหมือนกัน
     เมื่อมีความเกิดขึ้นไนเบื้องต้น ก็มีความเปลี่ยนแปลงไปธรรมดา ก็มีความจุติไปในที่สุด ทุกคนหวังนิพพานเป็นที่ไปตั้งใจ ไว้เสมอว่า
เราจะเป็นผู้มีศีล เราจะนับถือ พระไตรสรณคมน์ คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ แล้วก็เราจะต้องจุติในวัน ข้างหน้า ตถาคตมีความรู้สึกว่า ท่านทั้งหลายที่เป็นเทวดานางฟ้าพรหมเก่าๆ มีความเข้าใจดีแล้ว คำว่าเข้าใจบรรดาท่านพุทธ บริษัทหมายถึงว่าเขาปฏิบัติได้นี่คือ อารมณ์พระโสดาบัน กับ อารมณ์พระอรหันต์ สำหรับเทวดานางฟ้าและพรหมใหม่ๆ จงตั้งใจไว้เสมอว่า จงลืมความเป็นทิพย์เสีย อย่าเพลิดเพลินเกินไป อย่ามีความสุขเกินไป และมันจะทุกข์ทีหลัง ตั้งใจคิดว่า ความสุขที่ได้มานี่ เราได้มาจากบุญเล็กน้อยเท่านั้น และบาปใหญ่ที่ขังอยู่ที่ตัวเรายังมีอยู่ ถ้าเราเผลอไม่สร้างความดีใน เมื่อจุติความเป็นเทวดา หรือพรหมในภพนี้แล้ว ทุกคนจะต้องลงอบายภูมิ จงดูภาพนรกว่า ขุมไหนบ้างที่น่าอยู่น่ารักมัน ไม่น่าอยู่ไม่น่าเกิด ดินแดนไหนที่มีความสุขไม่มีการงานเราจะมองไม่เห็นความสุขของมนุษย์ และก็ดูเทวดานางฟ้ากับพรหม มนุษย์ที่เดินเกลื่อนกล่นทุกคน อยู่ในเมืองมนุษย์ เคยเป็นเทวดาเคย เป็นนางฟ้า เคยเป็นพรหมมาแล้ว แต่ว่าท่านทั้งหลาย จงตั้งใจไว้เฉพาะนิพพาน
     จงดูภาพพระนิพพาน ให้ชัดเจนแจ่มใสว่า ดินแดนพระนิพพาน ไม่มีที่สิ้นสุด... (เมื่อพระองค์ตรัสเพียงเท่านี้พระองค์ก็จบ)
30 August

เรื่องของอารมณ์

เรื่องของอารมณ์เป็นของไม่แน่นอนนัก ในกาลบางคราวเราสามารถควบคุมได้ตาม
ที่เราต้องการ แต่ในกาลบางคราวเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะกระสับกระส่ายเสียจนคุม
ไม่อยู่ ในตอนนั้นควรจะยอมแพ้มัน เพราะถ้าขืนต่อสู้จะเกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือเครียดเกินไป
ในที่สุดถ้าฝืนเสมอๆ แบบนั้นอารมณ์จะกลุ้ม สมาธิจะไม่เกิด สิ่งที่จะเกิดแทนก็คือ
อารมณ์
กลุ้ม
เมื่อปล่อยให้กลุ้มบ่อย ๆ ก็อาจจะเป็นโรคประสาทได้
         ข้อที่ควรระวังก็คือ ทำแบบการนับตัวเลขแล้วนั้น สามารถทำได้ถึงสิบครั้ง หรือบางครั้ง
ทำได้เกินสิบก็ทำเรื่อย ๆ ไป ถ้าภาวนาไปไม่ถึงสิบอารมณ์เกิดรวนเรกระสับกระส่าย ให้หยุดพัก
ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วทำใหม่ สังเกตดูอารมณ์ว่าจะสามารถควบคุมภาวนาไปได้ไหม ถ้าสามารถ
ควบคุมให้อยู่ภายในขอบเขตของภาวนาได้ และรู้ลมหายใจเข้าออกควบคู่กันไปได้ดีก็ทำเรื่อยๆ
ไป แต่ถ้าควบคุมไม่ไหวจริง ๆ ให้พักเสียก่อน จนกว่าใจจะสบายแล้วจึงทำใหม่หรือเลิกไปเลย
วันนั้นพัก ไม่ต้องทำเลยปล่อยอารมณ์ให้รื่นเริงไปกับการคุย หรือชมโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ หรือ
หลับไปเลยเพื่อให้ใจสบายให้ถือว่าทำได้เท่าไรพอใจเท่านั้น ถ้าทำอย่างนี้ไม่ช้าจะเข้าถึงจุดดี
คือ
อารมณ์ฌาน
         
คำว่า ฌาน คือ อารมณ์ชิน ได้แก่ เมื่อต้องการจะรู้ลมหายใจเข้าออกเมื่อไร อารมณ์
ทรงตัวทันที ไม่ต้องเสียเวลาตั้งท่าตั้งทางเลย ภาวนาเมื่อไรใจสบายเมื่อนั้น แต่ทว่าอารมณ์ฌาน-
โลกีย์ที่ทำได้นั้น เอาแน่นอนไม่ได้ เมื่อร่างกายปกติ ไม่เหนื่อย ไม่เพลีย ไม่ป่วยมันก็สามารถคุม
อาการภาวนา หรือรู้ลมหายใจเข้าออกได้สบาย ไม่มีอารมณ์ขวาง แต่ถ้าร่างกายบกพร่องนิดเดียว
เราก็ไม่สามารถคุมให้อยู่ตามที่เราต้องการได้
         ฉะนั้น ถ้าหลงระเริงเล่นแต่อารมณ์สมาธิอย่างเดียว จะคิดว่าเราตายคราวนี้หวังได้สวรรค์ ,
พรหมโลก นิพพานนั้น (เอาแน่นอนไม่ได้) เพราะถ้าก่อนตายมีทุกขเวทนามาก จิตอาจจะทรง
อารมณ์ไม่อยู่ ถ้าจิตเศร้าหมองขุ่นมัวเมื่อก่อนตาย อาจจะไปอบายภูมิ คือ นรก,เปรต,อสุรกาย,
สัตว์เดียรัจฉานได้ ถ้าหลงทำเฉพาะสมาธิ ไม่หาทางเอาธรรมะอย่างอื่นเข้าประคับประคอง ถ้า
เมื่อเวลาตายเกิดมีอารมณ์เศร้าหมองเข้าครองใจ สมาธิก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องใช้ธรรมะ
อย่างอื่นเข้าประคองใจด้วยธรรมะที่ช่วยประคองใจให้เกิดความมั่นคงไม่ต้องลงอบายภูมิมีนรก
เป็นต้นก็ได้แก่ กรรมบถ ๑๐ ประการ คือ
         ๑. ไม่ฆ่าสัตว์ หรือไม่ทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบาก
         ๒. ไม่ลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เขาไม่ให้ด้วยความเต็มใจ
         ๓. ไม่ทำชู้ในบุตรภรรยาและสามีของผู้อื่น
              (ขอแถมนิดหนึ่ง ไม่ดื่มสุราและเมรัยที่ทำให้มึนเมาไร้สติ)
         ๔. ไม่พูดจาที่ไม่ตรงความเป็นจริง
         ๕. ไม่พูดวาจาหยาบคายให้สะเทือนใจผู้รับฟัง
         ๖. ไม่พูดส่อเสียดยุให้รำตำให้รั่ว ทำให้ผู้อื่นแตกร้าวกัน
         ๗. ไม่พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล
         ๘. ไม่คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของเขาไม่ยกให้
         ๙. ไม่คิดประทุษร้ายใคร คือไม่จองล้างจองผลาญเพื่อทำร้ายใคร
        ๑๐. เชื่อพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านด้วยดี 

 
10 August

คุณค่าของมนุษย์

คุณค่าของมนุษย์

     การที่คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้หวังไว้มากที่สุด ในการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานก็คือ " อยากให้ลูก ๆเป็น คนดี "
     คำว่า " คนดี " นั้น มีความหมายและมีมิติในเชิงลึก การที่เด็ก ๆ จะได้คำนิยมชมชอบจากพ่อแม่ผู้ ปกครอง ญาติพี่น้องหรือคนทั่ว ๆ ไปว่าเป็น " คนดี " หรือ " เด็กดี " นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง นอกจาก จะต้องมีกิริยามารยาทที่สุภาพอ่อนน้อม จงรักภักดีและรู้จักกตัญญูแล้วนั้น " ความซื่อสัตย์ " สำคัญที่สุด เพราะ ถ้าไม่มีความซื่อสัตย์แล้วนั้น คุณค่าความเป็นคนก็หามีไม่ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ต่อจากนั้นก็จะ ปฏิบัติต่อผู้อื่นได้อย่างถูกต้องและควรจะเป็น
     คัมภีร์ปลุกชาวโลก : เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ พระเจ้ากวนอู หรือ ท้าวสักกะเทวราช (เง็กเซียน ฮ่องเต้) องค์ที่ 18
     พระเจ้ากวนอูตรัสไว้ว่า "คุณค่าของความเป็นมนุษย์นั้นอยู่ที่การมีความจงรักภักดี ความกตัญญู และมี คุณธรรม จึงจะนับได้ว่า เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ที่สุด และสามารถยืนหยัดอยู่บนสวรรค์ หรือ บนพิภพนี้ได้ หาก มนุษย์เราไม่จงรักภักดีต่อประเทศชาติ ไม่กตัญญูต่อบิดามารดา ไม่รักษาสัจธรรมแล้วไซร้ ถึงตัวจะมีชีวิตอยู่ แต่ ด้านจิตใจ เสมือนหนึ่งได้ตายไปแล้ว และจะอยู่แบบลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่มีความหมายอะไร จิตใจของมนุษย์ คือ เจ้า เจ้าก็คือ จิต ถ้ากระทำสิ่งใดที่ไม่ละอายต่อจิตแล้วก็เท่ากับไม่ละอายต่อเจ้า เพราะฉะนั้นสาธุชนควรรู้ถึงสามข้อ ที่ควรเกรงกลัว
     1) เกรงกลัวต่อโองการสวรรค์
     2) เกรงกลัวต่อผู้หลักผู้ใหญ่
     3) เกรงกลัวต่อคำพูดของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และสี่ข้อที่ควรรู้ (รู้ฟ้า รู้ดิน รู้เขา รู้ตน) พึงระมัดระวังไม่ให้ตัวเองกระทำในสิ่งที่ผิด จงอย่าคิดว่า หลบอยู่ในห้องมืดหรือบ้านร้าง ทำสิ่งชั่วช้าสามานย์แล้วจะไม่มีใครเห็น แท้ที่จริงการเคลื่อนไหว หรือการกระ ทำใด ๆ ล้วนอยู่ในสายตาของเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น สิบตาต่างเพ่งมาที่การกระทำของพวกเราอยู่ และจงอย่า คิดว่าที่พูดนั้นปราศจากข้อมูล
     กรรมที่คนเราก่อขึ้นย่อมได้รับสนองทั้งนั้น จะไม่ผิดพลาดแม้แต่เส้นผมเพียงเส้นเดียว โปรดอย่าคิดว่า สิ่งที่ขัดต่อศีลธรรม หากแต่มีผลประโยชน์แก่ตนแล้วก็ไปกระทำ สิ่งที่ชอบธรรมแต่ไม่เกิดประโยชน์แก่ตนแล้ว ไม่ยอมกระทำ หากท่านใดที่ทำให้ข้าฯ ผิดหวัง จงมาทดลองคมมีดของข้าฯ "

 
Photo 1 of 28